News:

Exness ลงทะเบียนระบบใหม่ ใส่รหัสพาร์ทเนอร์ 73208
https://www.exness.com/boarding/sign-up/a/73208?lng=th
1. เลือกประเทศ ไทย
2. อีเมล์จริงของคุณ
3. รหัสผ่าน
* รหัสผ่านต้องมีความยาว 8-15 ตัว
* ใช้ทั้งอักษรตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก
* ใช้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษ
* ห้ามใช้อักขระพิเศษ (!@#$%^&*., และอื่นๆ)
4. ใส่รหัสพาร์ทเนอร์ 73208
---------------------------------------------------------

Main Menu

Recent posts

#31
ดีคำถาม 👍 นี่คือสรุปปัจจุบันของ Android — และประวัติโดยย่อของมัน:

## ✅ Android คืออะไร

* Android คือระบบปฏิบัติการ (OS) สำหรับอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น สมาร์ตทีวี นาฬิกา ฯลฯ ([Android][1])
* Android ถูกออกแบบเป็น "โอเพนซอร์ซ" (open-source) — นั่นหมายความว่าโค้ดต้นฉบับเปิดให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์อื่น ๆ มาปรับแต่ง ต่อยอด และนำไปใช้ได้อย่างเสรีภายใต้เงื่อนไขของลิขสิทธิ์ที่กำหนดโดยผู้ดูแล (ตอนนี้คือ Google) ([Android][1])

## 📖 ประวัติเริ่มต้นของ Android

* Android เริ่มต้นจากบริษัทที่ชื่อ Android, Inc. โดยเดิมโครงการนี้ตั้งเป้าเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับ "กล้องดิจิทัล" (digital cameras) ก่อน แต่ต่อมาถูกเปลี่ยนให้เป็นระบบสำหรับสมาร์ตโฟนแทนในปี 2004 ([Encyclopedia Britannica][2])
* ในปี 2005 บริษัท Android, Inc. ถูกซื้อโดย Google และทีมพัฒนา Android ก็ย้ายมาอยู่ภายใต้ Google ([Encyclopedia Britannica][2])
* วันที่ 5 พฤศจิกายน 2007 Google ประกาศการก่อตั้ง Open Handset Alliance (OHA) — กลุ่มบริษัทฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเครือข่ายโทรศัพท์ ที่ร่วมพัฒนาและส่งเสริม Android เป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิดสำหรับมือถือและอุปกรณ์พกพา ([Encyclopedia Britannica][2])
* สมาร์ตโฟนเครื่องแรกที่ใช้ Android จริง ๆ คือ T‑Mobile G1 (บางคนเรียก "HTC Dream") — เปิดตัวเดือนตุลาคม 2008 ([Beebom Gadgets][3])

## 🚀 Android ปัจจุบัน (ปี 2025) เป็นเวอร์ชันอะไร

* เวอร์ชันปัจจุบันคือ Android 16 — ออกอย่างเป็นทางการเมื่อ 10 มิถุนายน 2025 ([Wikipedia][4])
* Android 16 เป็นรุ่นหลักล่าสุด (major release) ของ Android ([Wikipedia][4])

------------------------------------------------

นี่คือ **วิวัฒนาการของ Android แบบเข้าใจง่าย ครบทุกยุค** — ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึง Android 16 (ปัจจุบัน ปี 2025)

---

# 📱 วิวัฒนาการของ Android ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน

Android ใช้ชื่อเวอร์ชันตาม **ขนมหวาน (Dessert)** ตั้งแต่ยุคแรก จนถึง Android 9 Pie หลังจากนั้น Google เลิกลำดับชื่อขนมแบบสาธารณะ แต่ยังใช้ภายในอยู่ เช่น Android 10 (Q), Android 11 (R) เป็นต้น

---

# 🧁 **ยุคแรกของ Android (1.0 – 2.3) — จุดเริ่มต้นของสมาร์ตโฟน**

## **Android 1.0 (2008)**

– เปิดตัวพร้อม HTC Dream (T-Mobile G1)
– มี Android Market (ยุคแรกของ Google Play)
– รองรับ Widgets และ Notification Bar

## **Android 1.5 Cupcake (2009)**

– แป้นพิมพ์บนหน้าจอ (On-screen keyboard)
– รองรับถ่ายวิดีโอ

## **Android 1.6 Donut (2009)**

– รองรับหลายความละเอียดหน้าจอ
– การค้นหาแบบครอบคลุมทั้งเครื่อง

## **Android 2.1 Eclair (2009)**

– เพิ่ม Live Wallpaper
– รองรับการนำทาง Google Maps Navigation

## **Android 2.2 Froyo (2010)**

– ทำงานเร็วขึ้นมาก (JIT Compiler)
– Hotspot Wi-Fi

## **Android 2.3 Gingerbread (2010)**

– UI ดีขึ้น
– เน้นสมาร์ตโฟนสเปกสูงยุคแรก เช่น Galaxy S, Nexus S

---

# 🍫 **ยุคเติบโต (3.0 – 4.4) — UI เปลี่ยนครั้งใหญ่**

## **Android 3.0 Honeycomb (2011)**

– สำหรับแท็บเล็ตโดยเฉพาะ
– นำ Material Design เวอร์ชันแรกมาใช้

## **Android 4.0 Ice Cream Sandwich (2011)**

– รวมมือถือ + แท็บเล็ต เป็นระบบเดียว
– ปัดปลดล็อกแบบใหม่
– สัญลักษณ์ Holo Design

## **Android 4.1–4.3 Jelly Bean (2012–2013)**

– Project Butter: ทำให้ UI ลื่นขึ้นมาก
– Google Now เริ่มถือกำเนิด

## **Android 4.4 KitKat (2013)**

– ทำงานได้ดีแม้ RAM ต่ำ 512MB
– หลายคนเรียกเป็น "ยุคทองของ Android"

---

# 🍬 **ยุคสมัยใหม่ (5.0 – 9) — Material Design & พลังประมวลผลสูง**

## **Android 5.0 Lollipop (2014)**

– เปิดตัว Material Design จริงจัง
– ระบบแจ้งเตือนใหม่และ ART runtime

## **Android 6.0 Marshmallow (2015)**

– สิทธิ์แอปแบบใหม่ (App Permissions)
– Doze ลดการใช้พลังงาน

## **Android 7.0 Nougat (2016)**

– Split-screen (แบ่งหน้าจอครั้งแรก)
– รองรับ Vulkan API

## **Android 8.0 Oreo (2017)**

– Picture-in-picture
– Notification Channels

## **Android 9 Pie (2018)**

– การควบคุมแบบ Gesture
– Adaptive Battery

---

# 🔢 **ยุคเลขล้วน (10 – 16) — ความปลอดภัย, AI, และความเสถียร**

## **Android 10 (2019)**

– ระบบ Gesture เต็มรูปแบบ
– Dark Mode อย่างเป็นทางการ

## **Android 11 (2020)**

– บันทึกหน้าจอในตัว
– จัดการแชทใน Bubble Chat

## **Android 12 (2021)**

– Material You (ปรับสีตาม Wallpaper)
– ความเป็นส่วนตัวดีขึ้นมาก (Privacy Dashboard)

## **Android 13 (2022)**

– ควบคุมสิทธิ์เข้าถึงไฟล์ภาพ/วิดีโอแยกกัน
– ปรับปรุงประสบการณ์แท็บเล็ต

## **Android 14 (2023)**

– มุ่งเน้นความเสถียร
– การตั้งค่าประหยัดพลังงานดีขึ้น

## **Android 15 (2024)**

– ปรับปรุง AI ฝั่งอุปกรณ์ (On-device AI)
– รองรับซิมหลายโปรไฟล์ (Multiple eSIM Profiles)

## ⭐ **Android 16 (2025 — เวอร์ชันล่าสุด)**

– เพิ่มประสิทธิภาพ AI เต็มรูปแบบ (เหมาะกับมือถือยุค Gen AI)
– ความปลอดภัย Google Play Protect 2.0
– ฟีเจอร์ Multitasking สำหรับจอพับ & แท็บเล็ตดีขึ้นมาก

---

# 🟢 สรุปวิวัฒนาการ Android โดยย่อ

| ยุค         | จุดเด่น                                       |
| ----------- | --------------------------------------------- |
| **1 – 2.x** | ระบบพื้นฐาน, มือถือยุคแรก                     |
| **3 – 4.x** | UI ปรับโฉมครั้งใหญ่, รวมมือถือ+แท็บเล็ต       |
| **5 – 9**   | Material Design, สมาร์ตโฟนทรงพลัง             |
| **10 – 16** | AI, ความเป็นส่วนตัว, จอพับ, ประสบการณ์ลื่นไหล |

---------------------------------

#32
ได้เลยครับ — นี่คือ **ประวัติซีเกมส์ (SEA Games)** และ **ประเภทกีฬาที่แข่งขันในปัจจุบัน** แบบครบที่สุดและอัปเดตโครงสร้างการแข่งขันให้ครับ

---

# 🇦🇸 ซีเกมส์ (SEA Games) คืออะไร?

**SEA Games = Southeast Asian Games**
เป็นมหกรรมกีฬาของชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดทุก **2 ปี** ภายใต้การดูแลของ **สหพันธ์กีฬาซีเกมส์ (SEAGF)**

---

# 📜 ประวัติความเป็นมา (Timeline แบบสั้น)

### **1959 – เริ่มต้น (SEAP Games)**

* เดิมชื่อ **SEAP Games** (South East Asian Peninsular Games)
* ประเทศผู้ก่อตั้ง 6 ชาติ: ไทย, พม่า, ลาว, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนามใต้
* เจ้าภาพครั้งแรก: **ไทย (กรุงเทพฯ)**
* แข่งขัน 12 ชนิดกีฬา

### **1977 – เปลี่ยนชื่อเป็น SEA Games**

* ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และบรูไน เพิ่มเข้าร่วม
* ขยายเป็นการแข่งขันของ *เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด*
* เปลี่ยนชื่อเป็น **SEA Games**

### **ปัจจุบัน**

* มี 11 ประเทศสมาชิก
  ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, บรูไน, เวียดนาม, เมียนมา, กัมพูชา, ลาว, ติมอร์-เลสเต
* จัดทุก 2 ปี (เลขคี่ เช่น 2023, 2025)

---

# 🏅 ประเทศที่ได้เหรียญรวมมากที่สุด (ตลอดกาล)

1. **ไทย**
2. อินโดนีเซีย
3. เวียดนาม
4. ฟิลิปปินส์
5. สิงคโปร์

(ไทยถือว่าเป็นชาติที่ทำผลงานดีที่สุดในประวัติศาสตร์ซีเกมส์)

---

# 🏟� ชนิดกีฬาที่แข่งขันในซีเกมส์ (ปัจจุบัน)

ซีเกมส์ไม่มีจำนวนกีฬา "ตายตัว"
เจ้าภาพสามารถเลือกเพิ่ม-ลดกีฬาได้ แต่ SEAGF กำหนดให้มี 3 กลุ่มหลัก

---

## **กลุ่ม 1: กีฬาหลัก (ต้องมี)**

เป็นกีฬาสากลที่ทุกเจ้าภาพต้องจัด

* **กรีฑา (Athletics)**
* **ว่ายน้ำ (Swimming, Diving, Water Polo)**

---

## **กลุ่ม 2: กีฬาสากลที่นิยม**

เจ้าภาพต้องเลือกกีฬาตามเกณฑ์อย่างน้อย 14 ชนิด ได้แก่

* ฟุตบอล
* บาสเกตบอล
* วอลเลย์บอล
* แบดมินตัน
* เทเบิลเทนนิส
* ยิมนาสติก
* ชกมวยสากล
* มวยปล้ำ
* เทควันโด
* ยูโด
* คาราเต้
* กอล์ฟ
* ยิงปืน
* ปืนยาว/ยิงธนู
* เรือพาย
* เรือยาว
* เซปักตะกร้อ
* เทนนิส
* ซอฟท์บอล/เบสบอล
  (รายการจริงอาจเพิ่มมากกว่านี้ขึ้นกับเจ้าภาพ)

---

## **กลุ่ม 3: กีฬาเฉพาะของภูมิภาค / เจ้าภาพเลือกใส่เพิ่ม**

มักเป็นกีฬาประจำชาติ เช่น

* **ปันจักสีลัต**
* **มวยไทย**
* **มวยปล้ำแบบ SEA**
* **คุนเขมร (กีฬากัมพูชา)**
* **Arnis** (ฟิลิปปินส์)
* **วุ่ดสู้ (Wushu)**
* **คาบัดดี**
* **บราซิลเลียนยิวยิตสู (BJJ)**
* **E-Sports (อีสปอร์ต)**
* **Obstacle / กีฬาเอ็กซ์ตรีม**
* **Petanque (เปตอง)**

เจ้าภาพบางครั้งเพิ่มกีฬาที่ตัวเองถนัดเพื่อเพิ่มโอกาสได้เหรียญ

---

# 🕹� อีสปอร์ตในซีเกมส์

อีปอร์ตเริ่มบรรจุครั้งแรกในปี 2019
มีเกมเช่น

* ROV / Arena of Valor
* Mobile Legends (MLBB)
* PUBG Mobile
* Tekken
* EA FC / PES
  *(ขึ้นกับปีที่จัด)*

---

# 🎯 สรุปแบบสั้น

* ซีเกมส์เริ่มปี **1959** ที่ไทย
* มี **11 ประเทศ** แข่งขัน
* ไทยเป็นชาติที่ได้ทองรวมมากที่สุดในประวัติศาสตร์
* กีฬามีทั้งกีฬาสากลและกีฬาท้องถิ่น รวมถึงอีสปอร์ต
* เจ้าภาพมีสิทธิ์เพิ่มกีฬาที่ตัวเองถนัด

----------------------------------------------
#33
การออมเงินมีหลายประเภท และสัดส่วนที่ควรออมก็มีหลักคิดง่าย ๆ ที่นำไปใช้ได้จริง ผมสรุปให้แบบเข้าใจเร็วและนำไปใช้ได้ทันทีครับ

---

# ✅ **1) การออมเงินมีกี่ประเภท?**

โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ

---

## **1. ออมเพื่อความมั่นคง (Emergency Fund – เงินสำรองฉุกเฉิน)**

* เก็บไว้ใช้เวลาฉุกเฉิน เช่น ป่วย ตกงาน รถเสีย
* ควรเก็บ **3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน**
* เก็บในบัญชีที่ **ถอนง่าย ดอกเบี้ยต่ำ-กลาง** เช่น ออมทรัพย์, กองทุนตลาดเงิน

---

## **2. ออมระยะสั้น (Short-term Saving)**

* ใช้สำหรับเป้าหมายใกล้ เช่น ซื้อมือถือ, เที่ยว, ซื้อของ
* ระยะเวลา: **ภายใน 1 ปี**
* ตัวเลือก: ออมทรัพย์, ฝากประจำปลอดภาษี 12 เดือน, กองทุนตราสารหนี้สั้น

---

## **3. ออมระยะกลางถึงยาว (Investing / Long-term Saving)**

* เพื่อเป้าหมายใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน เกษียณ เงินเรียนลูก
* ระยะเวลา: 3–30 ปี
* ตัวเลือก: หุ้น, กองทุนรวม, RMF/SSF, DCA

---

## **4. ออมแบบมีวินัยบังคับ (Forced Saving)**

* บังคับตัวเองให้หักเงินก่อนใช้
* เช่น หักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, หักบัญชีอัตโนมัติรายเดือน, ประกันออมทรัพย์
* เหมาะกับคนออมเองแล้วไม่ค่อยสำเร็จ

---

# ✅ **2) ควรออมเงินเท่าไรของรายได้?**

นิยมใช้หลัก **50 / 30 / 20 Rule**
แต่ปรับให้เข้ากับคนไทยได้ดังนี้

### **▶ ออมอย่างน้อย 20% ของรายได้**

ตัวอย่าง รายได้ 30,000 บาท
→ ควรออมขั้นต่ำ **6,000 บาทต่อเดือน**

---

# 🎯 สัดส่วนแนะนำแบบเข้าใจง่าย

## **กรณีทั่วไป**

* ออมฉุกเฉิน 10%
* ออมระยะยาว 10%
  = รวม 20%

## **ถ้ามีภาระมาก เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ**

* ออมขั้นต่ำ 10–15%

## **ถ้าอายุ 40+ (เริ่มเก็บเกษียณช้า)**

* ออม 25–30% ของรายได้

## **ถ้าอายุยังน้อย < 30 ปี**

* ออม 20% แล้วนำส่วนหนึ่งไปลงทุนระยะยาว (DCA หุ้น/กองทุน)

---

# ✳ คำแนะนำแบบใช้ได้ทันที (ทำตามนี้เห็นผล 100%)

### ✔ หักเงินอัตโนมัติทันทีที่เงินเดือนเข้า

### ✔ แยกบัญชี 2–3 บัญชี (ฉุกเฉิน / ใช้จ่าย / ลงทุน)

### ✔ เพิ่มออมทันทีเมื่อรายได้เพิ่ม

### ✔ ไม่ออมจาก "เงินเหลือ" แต่ "หักก่อนใช้"

-------------------------------------
#34
EA MT4/MT5 ตัวใหม่ Grid-2DEC2025

ลูกค้าใหม่สมัครผ่านลิงค์ตัวแทน https://www.exness.com/a/73208

ใช้งานฟรี หลักการทำงาน
1. Grid
2. EMA
3. Risk Management
หมายเหตุ ลูกค้าต้องเคยใช้งาน EA เป็น และยอมรับความเสี่ยงได้
EA จะล็อค ID หรือมีวันหมดอายุ 3-12 เดือน หลังจากใช้งาน

สนใจสอบถามและสมัครผ่านลิงค์ตัวแทนมา
#35
โรคความดันเลือดสูง และ โรคความดันเลือดต่ำ ต่างกันทั้ง **ค่าความดัน**, **สาเหตุ**, **อาการ**, และ **ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น** สรุปเข้าใจง่ายดังนี้ครับ

---

# ✅ **1. ความดันเลือดสูง (Hypertension)**

### **ค่าความดัน**

* ตั้งแต่ **140/90 mmHg ขึ้นไป** ถือว่าสูง
* ค่าปกติควรอยู่ประมาณ **120/80 mmHg**

### **สาเหตุที่พบบ่อย**

* พันธุกรรม
* อายุเยอะขึ้น
* น้ำหนักเกิน / ไขมันสะสม
* เครียด
* กินเค็ม
* ไม่ออกกำลังกาย
* โรคไต / โรคหลอดเลือด

### **อาการ**

ส่วนใหญ่ **ไม่ค่อยมีอาการ** แต่บางคนอาจมี

* ปวดหัว
* เวียนหัว
* ใจสั่น
* มึนงง

### **ความเสี่ยง**

* เส้นเลือดสมองตีบ/แตก (Stroke)
* หัวใจล้มเหลว
* ไตวาย
* หลอดเลือดหัวใจตีบ

---

# ✅ **2. ความดันเลือดต่ำ (Hypotension)**

### **ค่าความดัน**

* ต่ำกว่า **90/60 mmHg**

### **สาเหตุที่พบบ่อย**

* ดื่มน้ำน้อย
* นอนลุกเร็ว → ความดันตก
* พักผ่อนไม่พอ
* เลือดออกมาก
* ขาดสารอาหาร
* ยาลดความดัน
* โรคหัวใจบางชนิด

### **อาการ**

* หน้ามืด วิงเวียน
* เป็นลมง่าย
* เหนื่อยง่าย
* ใจสั่น
* มือเท้าเย็น

### **ความเสี่ยง**

* หน้ามืดล้ม / อุบัติเหตุ
* เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ → อันตรายในบางกรณี

---

# 🔎 **สรุปความต่างแบบรวดเร็ว**

| เรื่อง      | ความดันสูง                  | ความดันต่ำ                |
| ----------- | --------------------------- | ------------------------- |
| ค่า         | ≥ 140/90                    | ≤ 90/60                   |
| ความอันตราย | โรคเรื้อรัง เส้นเลือด หัวใจ | หน้ามืด เป็นลม            |
| มักมีอาการ  | น้อย                        | ชัดเจน                    |
| เกิดจาก     | เค็ม อ้วน เครียด            | น้ำน้อย ลุกเร็ว อ่อนเพลีย |
| ผลเสีย      | หัวใจ-สมอง-ไต               | หมดสติ / สมองเลือดน้อย    |

-------------------------------------------------
#36
**WLTP** และ **NEDC** คือ "มาตรฐานการทดสอบระยะทางวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้า/ไฮบริด" ที่ใช้วัดว่า **ชาร์จเต็ม 1 ครั้ง วิ่งได้กี่กิโลเมตร** แต่ทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันดังนี้:

---

# ✅ **1. WLTP (Worldwide Harmonized Light Vehicles Test Procedure)**

**มาตรฐานใหม่ ใช้ในยุโรป และหลายประเทศทั่วโลก**

### ✔ ลักษณะการทดสอบ

* จำลองการใช้งานใกล้เคียง "ของจริง" มากกว่า
* มีทั้งความเร็วต่ำ-กลาง-สูง-เร็วมาก
* มีการเร่งแซง, หยุด–ออกตัวถี่กว่า
* ระยะเวลาทดสอบนานกว่า
* โหดกว่า → ทำให้ "ตัวเลขวิ่งได้น้อยกว่า NEDC แต่ใกล้เคียงการใช้งานจริงที่สุด"

### ✔ ความหมาย

ถ้ารถบอกว่า **WLTP 450 km** → โดยทั่วไปใช้งานจริงจะได้ประมาณ **80–95% ของตัวเลขนี้**
(ขึ้นกับพฤติกรรมการขับและอากาศ)

---

# ✅ **2. NEDC (New European Driving Cycle)**

**มาตรฐานเก่า ใช้ในจีนและบางประเทศ**

### ✔ ลักษณะการทดสอบ

* ใช้ความเร็วต่ำกว่าความจริง
* มีช่วงหยุดนิ่งเยอะ
* ไม่มีการเร่งแซงหนักๆ
* ไม่สมจริงเท่า WLTP

### ✔ ความหมาย

ถ้ารถบอกว่า **NEDC 500 km** → เวลาใช้งานจริงจะได้แค่ประมาณ **60–75% เท่านั้น**
ตัวเลขจึงมัก "สวยกว่า ความจริง" เสมอ

---

# 📌 **เปรียบเทียบแบบง่ายที่สุด**

| รายการ                | WLTP                  | NEDC                  |
| ---------------------- | ---------------------- | ---------------------- |
| ความสมจริง            | ⭐⭐⭐⭐                  | ⭐⭐                    |
| ระยะทางที่ประกาศ      | **น้อยกว่า NEDC**      | **สูงกว่าความจริงมาก** |
| ใช้ประเทศ              | ยุโรป, ไทยเริ่มอ้างอิง | จีน, เอเชียบางประเทศ  |
| ใช้งานจริงใกล้เคียงไหม | ใกล้เคียงมาก          | ห่างจากจริงมาก        |

---

# 📌 สรุปสั้น

**WLTP = ตัวเลขจริงกว่า**
**NEDC = ตัวเลขสวยกว่า แต่เวลาใช้งานจริงลดลงเยอะ**

---------------------
ดีครับ — นี่คือข้อมูล "ระยะทางตามมาตรฐาน (WLTP / NEDC)" ที่ประกาศไว้ของ BYD Dolphin, MG4 ELECTRIC และ Tesla Model 3 (รุ่นที่นิยม) — เผื่อคุณอยากเทียบดูว่า "ชาร์จเต็ม 1 ครั้ง" ได้ไกลแค่ไหน

---

## ⚡ ข้อมูลเปรียบเทียบ

| รุ่น / รุ่นย่อย  | มาตรฐานที่อ้าง (WLTP / NEDC)                                                                                                                                                                                                        |
| ----------------- | ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ |
| **BYD Dolphin**  | - รุ่น "Standard Range" (แบต 44.9 kWh) → WLTP ≈ 340 กม. ([Clubza][1])
 - รุ่น "Extended Range" (แบต 60.4 kWh) → WLTP ≈ 427 กม. ([Motor1.com][2])
 มีข้อมูลเก่าที่ระบุว่า NEDC รุ่น Extended อยู่ที่ ~480 กม. ([Clubza][1])  |
| **MG4 ELECTRIC**  | รุ่นพื้นฐาน (แบต ~51 kWh) ระยะ NEDC อยู่ที่ ~425 กม. (ตามสเปกโฆษณา) ([Ridebuster.com][3]) 
 สำหรับ WLTP — ในตลาดยุโรปมีการอ้างว่า MG4 "range สูงสุด" แบบ long-range อาจถึง ~520–530 กม. WLTP (ในรุ่นแบตใหญ่) ([Chasing Cars][4]) |
| **Tesla Model 3** | รุ่น Long Range (และรุ่นย่อยต่าง ๆ) — WLTP range โดยทั่วไปอยู่ราว **~628–750 กม.** (ขึ้นกับรุ่น / ขนาดล้อ / ชุดแบต) ([Tesla][5])                                                                                                    |

---

## 🧮 ข้อควรระวัง / สิ่งที่ต้องเข้าใจ

* ตัวเลข "WLTP / NEDC" เป็น **ค่าทดสอบในห้อง lab / รอบการขับที่ควบคุม** — ในโลกจริง ถ้าขับจริง (มีแอร์, ความเร็วแปรผัน, น้ำหนักผู้โดยสาร/สัมภาระ ฯลฯ) ระยะทางจริงมัก "น้อยกว่า" ค่าที่ประกาศไว้.
* สำหรับ MG4 — ตัวเลข 425 กม. ที่อ้างไว้ มักเป็น "NEDC" (ซึ่งให้ผล "สวยเกินจริง") ([Autospinn.com][6])
* สำหรับ BYD Dolphin — รุ่น Standard ถ้าใช้จริงอาจได้ระยะน้อยกว่า WLTP (340 กม.) ขึ้นกับพฤติกรรมขับขี่.
* "รุ่น / แบตเตอรี่ / ขนาดล้อ / น้ำหนัก / สภาพอากาศ / พฤติกรรมขับ" มีผลเยอะ → ตัวเลขที่อ้างอาจเป็นแค่ "อ้างอิงสูงสุดในเงื่อนไขดี"

---

## 🎯 ถ้าคุณอยู่ใน "สภาพใช้งานจริง (เมือง + ระยะทางผสม)" — โดยประมาณ

* BYD Dolphin — อาจได้จริง ~250–300 กม./ชาร์จ (แล้วแต่ขับมากขับน้อย)
* MG4 (แบตใหญ่) — ถ้าใช้จริงอาจได้ ~300–350 กม. ขึ้นกับเงื่อนไข
* Tesla Model 3 — ถ้าใช้สมดุลค่อนข้างดี อาจได้ ~450–600 กม. (หรือมากกว่านั้น ถ้าใช้ขับแบบประหยัด)

---

ถ้าคุณอยาก — ผมช่วย **ดึงข้อมูล "ระยะใช้งานจริง (real-world range)"** ของทั้ง 3 รุ่นให้ดู เผื่อจะเห็น "ช่วงที่ควรคาดหวังได้จริง" — เผื่อต้องตัดสินใจซื้อ / เทียบ 👇

คุณต้องการให้ผมเริ่มดึงข้อมูลแบบนั้นให้ไหมครับ?

[1]: https://www.clubza.tv/byd-dolphin-standard-extended-range/?utm_source=chatgpt.com "BYD Dolphin เทียบสเปคแบบละเอียด พละกำลัง Standard vs. Extended Range คันไหน...ที่ใช่กว่า ? - #ทีมขับซ่า"
[2]: https://www.motor1.com/news/709090/byd-dolphin-2024/?utm_source=chatgpt.com "New BYD Dolphin 2024 and its curious details: Up to 347 miles WLTP?"
[3]: https://www.ridebuster.com/new-car-debut/bust-in-fight/byd-dolphin-vs-mg4/?utm_source=chatgpt.com "MG4 X vs BYD Dolphin Extended Range คันไหน ใช่สำหรับคุณ ? | Ridebuster.com"
[4]: https://www.chasingcars.com.au/news/new-car-prices/byd-dolphin-vs-mg4-spec-battle/?utm_source=chatgpt.com "BYD Dolphin vs MG4: spec battle! - Chasing Cars"
[5]: https://www.tesla.com/en_th/model3?utm_source=chatgpt.com "Model 3 – Sports Electric Sedan | Tesla Thailand"
[6]: https://www.autospinn.com/2024/01/b-segment-ev-car-2024-134834?utm_source=chatgpt.com "รถยนต์ไฟฟ้า B-Segment แต่ละรุ่นมีจุดเด่นอะไรบ้าง 2024 - EV Trends |"

#37
EA MT4/MT5 ตัวใหม่ ICT
ลูกค้าใหม่สมัครผ่านลิงค์ตัวแทน https://www.exness.com/a/73208
ใช้งานฟรี หลักการทำงาน
1. Market Structure
2. Liquidity
3. Supply & Demand Zone
4. Fair Value Gap
5. Killzone
6. Risk Management ความเสี่ยง 0.50% ต่อไม้
หมายเหตุ ลูกค้าต้องเคยใช้งาน EA เป็น และยอมรับความเสี่ยงได้
EA จะล็อค ID หรือมีวันหมดอายุ 3-12 เดือน หลังจากใช้งาน
#38
แนวคิดของ **Smart Money Concept (SMC)** หรือ **ICT SMC** เป็นการวิเคราะห์ตลาดแบบ "Smart Money" คือการมองว่าตลาดถูกขับเคลื่อนโดยสถาบันการเงินขนาดใหญ่ (Bank / Hedge Fund / Market Maker) ซึ่งมีอำนาจในการสร้างสภาพคล่อง (Liquidity) และดันราคาไปในทิศทางที่ต้องการ EA ที่เขียนตามแนวคิดนี้จึงพยายาม "อ่านเจตนาของ Smart Money" ไม่ใช่เพียงตามอินดิเคเตอร์ทั่วไป

เปิดบัญชี Standard ได้ที่ https://www.exness.com/a/73208

ด้านล่างคือ **แนวคิดหลักที่ EA แบบ ICT SMC ใช้ในการเทรด**:

---

# ⭐ แนวคิดสำคัญของ ICT Smart Money Concept (SMC)

## **1) Market Structure – โครงสร้างตลาด**

ดูว่าตลาดอยู่ในเทรนด์ใด โดยดูจาก

* HH (Higher High)
* HL (Higher Low)
* LH (Lower High)
* LL (Lower Low)

แนวคิด:

* ถ้าราคา Break Structure (BOS) → เป็นสัญญาณเริ่มต้นของเทรนด์ใหม่
* ถ้าราคาแค่แตะแล้วกลับ (CHoCH – Change of Character) → เป็นจุดเริ่มกลับตัว

---

## **2) Liquidity – การล่าลิควิดิตี้**

Smart Money มักดันราคาไปกิน Stop Loss ของรายย่อยก่อนกลับตัว เช่น

* Liquidity above swing highs (SL ของคนที่ Sell)
* Liquidity below swing lows (SL ของคนที่ Buy)

จุด SL เหล่านี้เป็น "เชื้อเพลิง" ให้ราคาเคลื่อนที่
EA SMC จะรอราคาไปกิน Liquidity ก่อน แล้วค่อยหาจุดกลับตัว

---

## **3) Supply & Demand Zone (หรือ Order Block – OB)**

หลังราคากิน Liquidity แล้ว จะมองหา **พื้นที่ที่ใช้กลับทิศ** เช่น

* Bullish Order Block → มอง Buy
* Bearish Order Block → มอง Sell

หลักการ:

* ราคาแตะ OB → เกิด Rejection → เข้าออเดอร์

---

## **4) Fair Value Gap (FVG)**

ช่องว่างราคา (Imbalance) ที่ต้องให้ราคา "กลับมาเติม" ก่อนจะไปต่อ

หลัการ:

* ถ้าราคาเติม FVG แล้ว Reject → เป็นจุดเข้าเทรด

---

## **5) Killzone – เวลาที่ Smart Money ทำงาน**

EA SMC จะเลือกเทรดเฉพาะช่วงเวลาที่มี Volume สูง เช่น:

* London Session
* New York Session
* London–NY Overlap

ทำให้สัญญาณมีคุณภาพสูงกว่า

---

## **6) Risk Management – ความเสี่ยง**

SMC จะคำนวณ Stop Loss จาก "Liquidity Level" ไม่ใช่ Pip คงที่
Risk ต่อ 1 เทรด เช่น 1–2%

---

# ⭐ วิธีที่ EA ตามแนวคิด ICT SMC ทำงาน

ใน EA คุณจะเห็นการทำงานเป็นลำดับดังนี้:

### **ขั้นตอน 1: ตรวจจับ Market Structure**

* หา Swing High / Swing Low
* หา BOS หรือ CHoCH

### **ขั้นตอน 2: มองหา Liquidity**

* จุดที่ราคาน่าจะเข้าไปกินก่อน เช่น high/low ก่อนหน้า

### **ขั้นตอน 3: หา OB หรือ FVG สำหรับเข้าเทรด**

ตัวอย่าง:

* ถ้า BOS ขึ้น → รอราคาเทกลับมาต่ำกว่าเพื่อเข้าบายจาก Bullish OB
* ถ้า BOS ลง → รอราคาเด้งขึ้นเพื่อเข้าขายจาก Bearish OB

### **ขั้นตอน 4: คำนวณ SL และ TP**

* SL ใต้ Liquidity
* TP ที่โครงสร้างถัดไป เช่น High/Low หรือ FVG

### **ขั้นตอน 5: เปิดคำสั่ง**

* Buy Limit / Sell Limit ที่ OB
* หรือ Market Order เมื่อราคายืนยันกลับตัว

---

# ⭐ จุดเด่นของการใช้ EA แบบ SMC

✔ อ่านโครงสร้างราคา ไม่ใช่อินดี้
✔ เข้าเทรดในจุดที่ Smart Money ใช้งานจริง
✔ SL ค่อนข้างแคบ ทำให้ R:R สูง
✔ ใช้ความเสี่ยงต่ำ แต่กำไรต่อเดือนอาจสูงกว่าอินดี้ทั่วไป
✔ เหมาะกับคู่ EUR/USD และ XAU/USD

---

# ⭐ จุดอ่อน

❌ ต้องประมวลผล Swing High/Low ตามจริง → โค้ดซับซ้อน
❌ ถ้าตลาด Sideway มาก อาจเกิด False Signal
❌ ต้องใช้ข้อมูลหลาย TF → EA หนักขึ้น

---

* EA ICT SMC แบบเต็มระบบ (OB + FVG + BOS/CHoCH + Killzone)
* EA แบบ Backtest ได้เร็ว
* EA ที่ตั้ง Risk/SL เป็นเปอร์เซ็นต์ทุน
* EA ที่กำไรเฉลี่ยต่อเดือน 5–10% (แบบ conservative)
------------------------------------------------
#39
**Windows Server คืออะไร? (อธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด)**

**Windows Server** คือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ของไมโครซอฟท์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับ **เซิร์ฟเวอร์** โดยเฉพาะ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ใช้งานทั่วไปแบบ Windows 10/11

มันถูกสร้างมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เป็น "หัวใจกลางระบบ" เช่น

* ให้บริการเว็บไซต์
* เก็บไฟล์หรือฐานข้อมูล
* ให้หลายคนเชื่อมต่อใช้งาน
* รันระบบหลังบ้านบริษัท
* จัดการโดเมน/บัญชีผู้ใช้ทั้งหมดในองค์กร

---

## ✔ จุดเด่นของ Windows Server

### 1) รองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก

เครื่องเดียวให้คนหลายสิบ–หลายร้อยคน Login พร้อมกันได้

### 2) มีระบบจัดการเครือข่ายองค์กร

เช่น

* **Active Directory (AD)** = ระบบจัดการพนักงาน/ผู้ใช้ทั้งหมด
* **DNS / DHCP Server** = แจก IP, จัดการชื่อโดเมน
* **File Server** = แชร์ไฟล์ในบริษัท
* **Print Server** = ควบคุมเครื่องพิมพ์หลายตัว

### 3) ใช้รันเว็บและแอปธุรกิจ

มี **IIS (Internet Information Services)** สำหรับรันเว็บไซต์ เช่น

* .NET
* PHP
* Static Web
* Web API

### 4) ความเสถียรสูงกว่า Windows ทั่วไป

ถูกออกแบบให้เปิด 24 ชั่วโมงเป็นปี ๆ ได้โดยไม่ต้องปิดเครื่อง

---

## ✔ Windows Server ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

* โฮสต์เว็บไซต์ (Web Hosting)
* รันฐานข้อมูล (SQL Server, MySQL)
* ทำเซิร์ฟเวอร์เกม
* ระบบบัญชี / ERP / POS
* ระบบบริษัท เช่น HR, Inventory
* ใช้เป็น Cloud หรือ Virtual Machine (Hyper-V)

---

## ✔ รุ่นที่นิยม (สำหรับปัจจุบัน)

* **Windows Server 2016**
* **Windows Server 2019**
* **Windows Server 2022** (ล่าสุด)

---

## ✔ Windows Server ต่างจาก Windows 10/11 อย่างไร?

| เรื่อง        | Windows Server | Windows 10/11           |
| ------------- | -------------- | ----------------------- |
| ใช้สำหรับ     | เซิร์ฟเวอร์    | คอมพิวเตอร์ส่วนตัว      |
| เสถียรภาพ     | สูงมาก         | ปกติ                    |
| ใช้งานหลายคน  | ได้พร้อมกัน    | ไม่ได้                  |
| ฟีเจอร์องค์กร | เยอะมาก        | น้อย                    |
| แอปทั่วไป     | ไม่เหมาะ       | เหมาะ (Office, เล่นเกม) |
| ราคา          | สูง            | ปกติ/มี OEM             |

---

ถ้าคุณต้องการใช้งานแบบ **รันเว็บ, API, ระบบบริษัท, ติดตั้ง .NET** → ใช้ **Windows Server** เหมาะที่สุด
ถ้าคุณต้องการใช้งานแบบทั่วไป → Windows 10/11 ก็เพียงพอ

------------------------------------------
#40
รีเบต Exness 33% เทรด 1 Lot รับคืน 1 USD ลูกค้าใหม่ หมดเขต 30 ธ.ค.2568

เปิดบัญชีได้ที่ https://www.exness.com/a/73208
และแจ้ง ID กลับมาที่ Line : junjaocom

## ลดต้นทุนการเทรด พร้อมรับเงินคืนทุกวัน

การเทรด Forex กับ Exness ให้ได้กำไรยั่งยืน ไม่ใช่แค่ดูจุดเข้า–ออก แต่ต้อง **ลดต้นทุนการเทรด (Cost)** ให้ได้มากที่สุดด้วย
หนึ่งในวิธีที่นิยมใช้โดยเทรดเดอร์ทั่วไทย คือ **การรับรีเบต (Rebate)** หรือ "เงินคืนค่าคอมมิชชั่นจากการเทรด" ซึ่งช่วยให้เทรดเดอร์ได้เงินคืนทุกครั้งที่เปิดออร์เดอร์ — ไม่ว่ากำไรหรือขาดทุนก็ตาม

และโปรแกรมนี้คือรีเบตแบบคุ้มค่า:

> **รีเบต 33% — เทรดครบ 1 Lot รับคืนทันที 1 USD**

---

# ⭐ **รีเบต 33% คืออะไร?**

รีเบตคือการคืนเงินบางส่วนของค่าคอมมิชชั่นที่โบรกเกอร์จ่ายให้ IB (Introducing Broker)
โดยในอัตรา **33%** หมายความว่า:

* ทุกการเทรดของคุณ
* เมื่อครบ **1 Standard Lot**
* คุณจะได้รับเงินคืน = **1 USD**

**ไม่ว่าคุณจะ Buy หรือ Sell**
**ไม่ว่าคำสั่งจะกำไรหรือขาดทุน**

รีเบตจะถูกจ่ายให้โดยอัตโนมัติทุกวัน (ขึ้นกับระบบของ IB)

---

# 📌 **ใครเหมาะกับรีเบต 33%?**

* เทรดเดอร์ที่ต้องการลดค่า Spread และค่า Commission
* เทรดเดอร์ที่เทรด XAU/USD, Forex คู่หลัก–รอง
* เทรดเดอร์สาย Scalping, Day Trade
* คนที่ต้องการสร้างรายได้เสริมจากรีเบตแบบ Passive Income

---

# 🎯 ตัวอย่างการคำนวณรีเบต

| ปริมาณเทรด (Lot) | รีเบตที่ได้รับ |
| ---------------- | -------------- |
| 1 lot            | 1 USD          |
| 5 lots           | 5 USD          |
| 10 lots          | 10 USD         |
| 100 lots         | 100 USD        |

ยิ่งเทรดมาก → ยิ่งได้คืนมาก → ต้นทุนลดลงจริง

---

# 🟩 **ข้อดีของการรับรีเบต 33%**

### ✔ ได้เงินจริงทุกวัน

รีเบตเข้าบัญชีเทรดโดยอัตโนมัติ

### ✔ ลดต้นทุนการเทรด

ช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอด (Survival Rate) ของพอร์ต

### ✔ เหมาะกับทุกกลยุทธ์

Scalping – Day Trade – Swing → ได้เงินคืนเหมือนกัน

### ✔ ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

เพียงสมัครผ่านลิงก์ IB ก็รับรีเบตอัตโนมัติ

---

# 📝 **วิธีสมัครรับรีเบต 33% (Step-by-step)**

> **ใช้ได้ทั้งคนที่มีบัญชี Exness อยู่แล้ว และคนที่ยังไม่มี**

---

## 🟧 **กรณีที่ 1: ยังไม่มีบัญชี Exness**

1. สมัครเปิดบัญชี Exness ผ่านลิงก์ IB ของผู้ให้รีเบต
2. ยืนยันตัวตน (KYC) + ตั้งบัญชีเทรด
3. ฝากเงินเข้าบัญชีเทรด
4. เริ่มเทรดได้ทันที — ระบบจะเริ่มคำนวณรีเบตให้โดยอัตโนมัติ
5. รอรับรีเบตทุกวัน/ทุกสัปดาห์ตามรอบจ่ายของ IB

---

## 🟩 **กรณีที่ 2: มีบัญชี Exness อยู่แล้ว**

บัญชีที่เปิดแล้วไม่สามารถย้าย IB ได้โดยตรง
แต่มีวิธี:

### วิธีรับรีเบต

1. ปิดออร์เดอร์ที่เปิดทั้งหมด
2. เปิดบัญชีเทรดใหม่ภายในพื้นที่สมาชิก (ภายใต้ลิงก์ IB ที่คุณต้องการรับรีเบต)
3. โอนเงินภายในบัญชี (Internal Transfer) เข้ามายังบัญชีใหม่
4. เริ่มเทรดแล้วจะได้รับรีเบตทันที

---

# 📍 **สิ่งสำคัญที่ควรรู้**

* รีเบตที่ได้รับ = ขึ้นกับจำนวน Lot ที่เทรด
* บัญชีที่แนะนำให้ใช้สำหรับรีเบต: **Standard**, **Pro**, **Raw Spread**
* การจ่ายรีเบตเป็นรายวัน
* ไม่ต้องกดเคลมเอง เงินเข้าอัตโนมัติ

---------------------------------------------------
หมายเหตุ ค่ารีเบตจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา